คู่มือตรวจร่างกายก่อนทำ IVF ฝ่ายหญิงและฝ่ายชายต้องตรวจอะไรบ้าง

คู่มือตรวจร่างกายก่อนทำ IVF ตรวจอะไรบ้าง และผลตรวจบอกอะไรเราได้มากกว่าที่คิด
คู่มือตรวจร่างกายก่อนทำ IVF ฝ่ายหญิงและฝ่ายชายต้องตรวจอะไรบ้าง
    Add a header to begin generating the table of contents

    การเริ่มต้นทำ IVF (เด็กหลอดแก้ว) ไม่ใช่แค่การเดินเข้าไปรักษา แต่ต้องเริ่มจากการตรวจประเมินอย่างรอบด้าน เพื่อให้แพทย์วางแผนการรักษาได้เหมาะกับแต่ละคน หากคุณกำลังสงสัยว่าทำไมต้องเจาะเลือดหลายหลอด หรือต้องอัลตราซาวด์ซ้ำๆ บทความนี้มีคำตอบจากทีมแพทย์ Gift Fertility

    ivf process testing

    การตรวจก่อนทำ IVF ช่วยวางแผนการรักษาอย่างไร

    การตรวจก่อนเริ่มกระตุ้นไข่ไม่ได้มีไว้เพียงเช็กสุขภาพทั่วไป แต่ช่วยให้แพทย์เห็นข้อมูลสำคัญของทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย เพื่อนำไปวางแผนการรักษาให้เหมาะกับแต่ละคู่ โดยผลตรวจจะช่วยประเมินว่า

    • ควรใช้ยากระตุ้นไข่ชนิดใด และปริมาณเท่าไร
    • รังไข่มีแนวโน้มตอบสนองต่อยาอย่างไร
    • ควรเลือกใช้วิธี IVF หรือ ICSI
    • มีปัจจัยที่อาจรบกวนการฝังตัวและควรรักษาก่อนหรือไม่

    การตรวจร่างกายสำหรับฝ่ายหญิงก่อนทำ IVF

    1. การตรวจระดับฮอร์โมน (Hormonal Profile)

    ฮอร์โมนบางรายการ เช่น FSH, LH และ Estradiol (E2) มักตรวจในช่วงวันที่ 2–3 ของรอบเดือน เพื่อประเมินการทำงานของรังไข่ในช่วงเริ่มต้น ส่วน AMH สามารถตรวจได้โดยไม่ต้องรอช่วงใดช่วงหนึ่งของรอบเดือน

    • AMH (Anti-Müllerian Hormone): ใช้ประเมินปริมาณไข่สำรองและช่วยคาดการณ์ว่ารังไข่อาจตอบสนองต่อยากระตุ้นไข่มากหรือน้อยเพียงใด แต่ไม่สามารถใช้บอกคุณภาพไข่หรือโอกาสตั้งครรภ์ได้
    • FSH, LH และ Estradiol (E2): ตรวจเพื่อประเมินการทำงานของรังไข่และวางแผนการกระตุ้นไข่
    • TSH (Thyroid) & Prolactin: ใช้ตรวจความผิดปกติของฮอร์โมนไทรอยด์และโปรแลคติน ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับรอบเดือน การตกไข่ และการวางแผนรักษา

    ค่าฮอร์โมนต้องวิเคราะห์ร่วมกับอายุ ผลอัลตราซาวด์ ประวัติสุขภาพ และเกณฑ์ของห้องปฏิบัติการ ไม่ควรสรุปจากตัวเลขใดตัวเลขหนึ่งเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะ TSH ช่วง 2.5–4.0 mIU/L ซึ่งไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องได้รับการรักษาก่อนทำ IVF 

    2. การอัลตราซาวด์ผ่านช่องคลอด (Transvaginal Ultrasound)

    แพทย์จะอัลตราซาวด์เพื่อตรวจดูมดลูกและรังไข่ พร้อมนับจำนวนถุงไข่ตั้งต้น (AFC) ซึ่งใช้ประเมินร่วมกับค่า AMH เพื่อช่วยคาดการณ์ว่ารังไข่จะตอบสนองต่อยากระตุ้นไข่อย่างไร อย่างไรก็ตาม ผลตรวจทั้งสองอย่างไม่สามารถใช้บอกคุณภาพตัวอ่อนหรือโอกาสตั้งครรภ์ได้โดยตรง โดยแพทย์จะพิจารณาข้อมูลสำคัญต่อไปนี้

    • จำนวนถุงไข่ตั้งต้น (AFC): ใช้ประเมินปริมาณไข่สำรองร่วมกับค่า AMH
    • โครงสร้างของมดลูก: ตรวจหาความผิดปกติ เช่น ติ่งเนื้อหรือเนื้องอกที่อาจเกี่ยวข้องกับการฝังตัว
    • รังไข่: ตรวจดูถุงน้ำ ช็อกโกแลตซีสต์ หรือความผิดปกติอื่นที่อาจมีผลต่อแผนการรักษา

    3. การตรวจโพรงมดลูกและท่อนำไข่ (HyCoSy / Hysteroscopy)

    ไม่ใช่ผู้ที่ทำ IVF ทุกคนจำเป็นต้องตรวจท่อนำไข่เพิ่มเติม แพทย์จะพิจารณาจากประวัติและผลอัลตราซาวด์ โดยเฉพาะเมื่อสงสัยว่าท่อนำไข่อุดตันหรือมีของเหลวคั่ง

    แม้การทำ IVF จะไม่ต้องอาศัยท่อนำไข่ในการปฏิสนธิ แต่หากมีภาวะท่อนำไข่บวมน้ำ ของเหลวอาจไหลเข้าสู่โพรงมดลูกและส่งผลต่อการฝังตัวของตัวอ่อน ในบางรายแพทย์จึงอาจแนะนำให้รักษาภาวะดังกล่าวก่อนย้ายตัวอ่อน

    4. การส่องกล้องโพรงมดลูก (Hysteroscopy) จำเป็นกับ IVF ไหม

    แพทย์อาจพิจารณาส่องกล้องโพรงมดลูกในกรณีต่อไปนี้

    • อัลตราซาวด์พบหรือสงสัยความผิดปกติในโพรงมดลูก
    • มีประวัติแท้งซ้ำหรือเคยผ่าตัดบริเวณมดลูก
    • เคยย้ายตัวอ่อนแล้วไม่สำเร็จ และต้องการตรวจหาปัจจัยเพิ่มเติมตามข้อบ่งชี้

    อย่างไรก็ตาม การส่องกล้องโพรงมดลูกไม่ได้จำเป็นสำหรับผู้ที่ทำ IVF ทุกคน หากผลอัลตราซาวด์ปกติและไม่มีข้อบ่งชี้เพิ่มเติม โดยทั่วไปแพทย์จะไม่แนะนำให้ตรวจด้วยวิธีนี้ก่อนทำ IVF

    5.การตรวจเลือดและสุขภาพเบื้องต้นก่อนทำ IVF

    รายการตรวจตรวจเพื่ออะไร
    CBC ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดตรวจภาวะโลหิตจาง การติดเชื้อเบื้องต้น และจำนวนเกล็ดเลือดก่อนเริ่มการรักษา
    การทำงานของตับ (Liver Function Test)ประเมินสุขภาพของตับก่อนใช้ยาและเข้ารับหัตถการ
    การทำงานของไต (Kidney Function Test)ตรวจการทำงานของไต เพื่อประกอบการวางแผนใช้ยาและการตรวจเพิ่มเติมในกรณีที่จำเป็น
    HIV, ไวรัสตับอักเสบบีและซี และซิฟิลิสคัดกรองโรคติดต่อที่อาจมีผลต่อการรักษา การตั้งครรภ์ และการดูแลในห้องปฏิบัติการ
    หมู่เลือดและ Rhตรวจหมู่เลือดและปัจจัย Rh เพื่อใช้วางแผนดูแลระหว่างตั้งครรภ์
    Rubella IgGตรวจภูมิคุ้มกันโรคหัดเยอรมัน หากยังไม่มีภูมิ แพทย์อาจแนะนำให้ฉีดวัคซีนก่อนเริ่มตั้งครรภ์

    การตรวจโรคติดต่อและภูมิคุ้มกันก่อนตั้งครรภ์ช่วยให้แพทย์วางแผนการรักษาและลดความเสี่ยงต่อทั้งผู้เข้ารับการรักษาและทารก โดยผู้ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันหัดเยอรมันควรได้รับวัคซีนก่อนตั้งครรภ์ตามคำแนะนำของแพทย์ รายการตรวจจริงอาจแตกต่างกันตามประวัติสุขภาพ ผลตรวจเดิม และแนวทางของแต่ละคลินิก อาจไม่จำเป็นต้องตรวจเหมือนกันทุกเคส

    การตรวจร่างกายสำหรับฝ่ายหญิงก่อนทำ IVF

    การตรวจร่างกายฝ่ายชายก่อนทำ IVF

    การประเมินก่อนทำ IVF ควรตรวจทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชายควบคู่กัน เพราะปัจจัยจากฝ่ายชายมีผลต่อการเลือกวิธีปฏิสนธิและการวางแผนรักษา แพทย์จะซักประวัติสุขภาพและภาวะเจริญพันธุ์ ร่วมกับการตรวจวิเคราะห์น้ำอสุจิเพื่อดูปริมาณ ความเข้มข้น การเคลื่อนไหว และรูปร่างของอสุจิ หากผลตรวจเบื้องต้นหรือประวัติมีข้อบ่งชี้ อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติม เช่น การตรวจความเสียหายของ DNA ในอสุจิ ที่นำไปสู่การพิจารณาเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะกับแต่ละคู่มากขึ้น

    การตรวจวิเคราะห์น้ำอสุจิ (Semen Analysis) อ่านค่าอะไรบ้าง

    การตรวจน้ำอสุจิ (Semen Analysis) ช่วยประเมินทั้งปริมาณน้ำอสุจิ จำนวนอสุจิ การเคลื่อนไหว และรูปร่างของอสุจิ โดยตัวเลขของ WHO เป็นเพียงค่าอ้างอิงเบื้องต้น การสรุปว่ามีภาวะมีบุตรยากหรือไม่แพทย์ต้องอ่านผลทุกค่าร่วมกัน รวมถึงประวัติสุขภาพของทั้งคู่ด้วย

    ค่าที่ตรวจเกณฑ์ WHO หากต่ำกว่า
    ปริมาณน้ำอสุจิตั้งแต่ 1.4 mL ขึ้นไปอาจเกิดจากการเก็บตัวอย่างไม่ครบ ระยะงดหลั่ง หรือความผิดปกติบางอย่าง แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจซ้ำ
    จำนวนอสุจิตั้งแต่ 16 ล้านตัว/mL ขึ้นไปหมายถึงมีจำนวนอสุจิต่อมิลลิลิตรค่อนข้างน้อย ต้องพิจารณาร่วมกับจำนวนอสุจิทั้งหมดและการเคลื่อนไหว
    การเคลื่อนที่ (Motility)เคลื่อนไหวทั้งหมดตั้งแต่ 42% ขึ้นไปอสุจิเคลื่อนไหวได้น้อยลง ซึ่งอาจมีผลต่อโอกาสที่อสุจิจะไปถึงและปฏิสนธิกับไข่
    รูปร่างปกติ (Morphology)ตั้งแต่ 4% ขึ้นไปหากรูปร่างปกติมีน้อย แพทย์จะอ่านร่วมกับจำนวนและการเคลื่อนไหว ไม่ควรสรุปจากค่านี้เพียงอย่างเดียว

    ผลตรวจที่ต่ำกว่าค่าอ้างอิงไม่ได้หมายความว่าจะทำ IVF ไม่ได้ และไม่ได้แปลว่าทุกคนต้องทำ ICSI ทันที แพทย์จะพิจารณาผลน้ำอสุจิโดยรวมร่วมกับปัจจัยของฝ่ายหญิง ประวัติการรักษา และผลการปฏิสนธิในรอบก่อน เพื่อเลือกว่าวิธี IVF หรือ ICSI เหมาะสมกว่าในแต่ละคู่ โดย ICSI มักพิจารณาเมื่อพบปัจจัยจากฝ่ายชายอย่างชัดเจนหรือเคยเกิดปัญหาการปฏิสนธิมาก่อน

    การประเมินฝ่ายชายไม่ได้มีเพียงการตรวจน้ำอสุจิทั่วไป แต่แพทย์จะพิจารณาผลตรวจโดยรวม เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะกับแต่ละคู่

    • การตรวจวิเคราะห์น้ำอสุจิ (Semen Analysis) ประเมินจำนวน การเคลื่อนไหว และรูปร่างของอสุจิ หากพบความผิดปกติ แพทย์อาจพิจารณาใช้วิธี ICSI เพื่อช่วยในการปฏิสนธิ
    • การตรวจความเสียหายของ DNA ในอสุจิ (DNA Fragmentation Index หรือ DFI) อาจพิจารณาในบางกรณี เพื่อประเมินความเสียหายของสารพันธุกรรมในอสุจิ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการพัฒนาของตัวอ่อนหรือภาวะแท้งซ้ำ แม้ผลตรวจน้ำอสุจิทั่วไปจะอยู่ในเกณฑ์ปกติก็ตาม

    ผลตรวจแบบไหน ที่แพทย์จะปรับแผน IVF ให้เข้ากับคุณ

    ผลตรวจที่พบแพทย์มักแนะนำ
    AMH ต่ำมากMini-IVF / Natural Cycle IVF / สะสมไข่หลายรอบ
    FSH สูง + AMH ต่ำปรับ Protocol กระตุ้นสั้นลง กระตุ้นเข้มขึ้น
    TSH สูงกว่า 2.5ปรับ Thyroid ก่อน 1–3 เดือน แล้วค่อยเริ่ม
    Hydrosalpinxผ่าตัดท่อนำไข่ก่อน ค่อยทำ IVF
    Polyp/Fibroid ในโพรงมดลูกส่องกล้องเอาออกก่อน
    DFI สูง (>25%)ICSI + พิจารณา TESE
    อสุจิน้อยมากICSI แทน IVF ธรรมดา
    ผลตรวจดีทุกอย่างUnexplained Infertility — IVF คือก้าวต่อไปที่เหมาะ

    เตรียมตรวจก่อนทำ IVF ต้องตรวจอะไรวันไหนบ้าง

    การตรวจก่อนทำ IVF มีลำดับเวลาที่สัมพันธ์กับรอบเดือน โดยเฉพาะการตรวจฮอร์โมนและอัลตราซาวด์ของฝ่ายหญิง เพื่อให้แพทย์ได้ข้อมูลที่เหมาะสำหรับนำไปวางแผนการรักษา

    วันที่ 1 ของรอบเดือน

    นับวันที่มีประจำเดือนออกเต็มวันเป็นวันแรกของรอบเดือน และแจ้งคลินิกเพื่อวางแผนนัดตรวจในช่วงวันที่ 2–3

    วันที่ 2–3 ของรอบเดือน

    ผลตรวจในช่วงนี้เป็นการช่วยประเมินการทำงานของรังไข่ ปริมาณไข่ตั้งต้น และความพร้อมก่อนเริ่มกระตุ้นไข่ โดยแพทย์จะนัดตรวจรายการสำคัญ ได้แก่

    • ตรวจฮอร์โมน FSH, LH และ E2
    • ตรวจ Prolactin และฮอร์โมนไทรอยด์
    • ตรวจเลือดพื้นฐาน เช่น CBC การทำงานของตับ ไต และโรคติดต่อ
    • อัลตราซาวด์นับจำนวนถุงไข่ตั้งต้น (AFC) พร้อมตรวจดูมดลูกและรังไข่

    ตรวจ AMH ได้ทุกวัน

    การตรวจ AMH ไม่จำเป็นต้องรอวันที่ 2–3 ของรอบเดือน สามารถตรวจได้ทุกวัน เพื่อใช้ประเมินปริมาณไข่สำรองร่วมกับผลอัลตราซาวด์และฮอร์โมนอื่น ๆ

    การตรวจของฝ่ายชาย

    ฝ่ายชายสามารถตรวจวิเคราะห์น้ำอสุจิได้ในช่วงเวลาเดียวกัน โดยควรงดการหลั่งอสุจิประมาณ 2–5 วันก่อนตรวจ เพื่อประเมินจำนวน การเคลื่อนไหว และรูปร่างของอสุจิ

    ในบางกรณี แพทย์อาจพิจารณาตรวจความเสียหายของ DNA ในอสุจิเพิ่มเติมตามประวัติและผลตรวจเบื้องต้น

    หลังตรวจครบ

    ผลตรวจส่วนใหญ่มักใช้เวลาประมาณ 3–7 วัน เมื่อได้ข้อมูลครบแล้ว แพทย์จะนัดอธิบายผลและวางแผนการรักษาที่เหมาะกับแต่ละคู่ เช่น การเลือกวิธี IVF หรือ ICSI รวมถึงชนิดและปริมาณยาที่ใช้กระตุ้นไข่

    checking ultrasound

    การตรวจก่อนทำ IVF สำหรับผู้หญิงอายุ 35+ และ 40+

    ช่วงอายุการตรวจและการประเมินเพิ่มเติมเหตุผล
    ต่ำกว่า 35 ปีตรวจพื้นฐานตามประวัติและผลประเมินของทั้งคู่โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องเพิ่มการตรวจโครโมโซมเพียงเพราะอายุ
    35–39 ปีประเมินปริมาณไข่สำรองอย่างละเอียด และพูดคุยเรื่อง PGT-A ในรายที่เหมาะสมเมื่ออายุเพิ่มขึ้น โอกาสพบตัวอ่อนที่มีจำนวนโครโมโซมผิดปกติจะเพิ่มขึ้น แต่ต้องพิจารณาร่วมกับจำนวนตัวอ่อนและโอกาสได้ตัวอ่อนสำหรับตรวจ
    40 ปี ขึ้นไปประเมินปริมาณไข่สำรองและโอกาสได้ตัวอ่อน พร้อมพิจารณาข้อดีและข้อจำกัดของ PGT-A เป็นรายบุคคลPGT-A อาจมีประโยชน์ในผู้ที่อายุมากและยังมีปริมาณไข่สำรองเพียงพอ แต่ไม่ได้รับประกันว่าจะเพิ่มโอกาสคลอดสำเร็จในทุกคน

    หมายเหตุ : Karyotyping คือการตรวจโครโมโซมของฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย เพื่อดูว่ามีความผิดปกติด้านโครงสร้าง เช่น Balanced Translocation หรือไม่ การตรวจนี้แพทย์อาจพิจารณาเมื่อมีประวัติแท้งซ้ำ เคยพบความผิดปกติของโครโมโซมจากการตั้งครรภ์ หรือมีประวัติครอบครัวที่เกี่ยวข้อง หากพบว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นพาหะของความผิดปกติทางโครงสร้าง แพทย์อาจพูดคุยเรื่อง PGT-SR เพื่อคัดเลือกตัวอ่อนก่อนย้าย

    คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

    ผลตรวจจากโรงพยาบาลอื่นใช้ได้ไหม?

    ใช้ได้ในเบื้องต้น แต่แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจซ้ำบางรายการ เช่น AMH และอัลตราซาวด์ เนื่องจากค่าอาจเปลี่ยนแปลงตามระยะเวลา

    ผลตรวจมีอายุไหม?

    AMH, FSH: หากเกิน 6 เดือน – 1 ปี มักแนะนำให้ตรวจซ้ำ
    เลือดโรคติดต่อ: ใช้ได้ประมาณ 1 ปี (ตามเกณฑ์แล็บ)
    อัลตราซาวด์: ควรตรวจใหม่ในรอบก่อนกระตุ้นไข่

    ฝ่ายชายต้องมาตรวจพร้อมกันไหม?

    ไม่จำเป็นต้องมาตรวจวันเดียวกัน แต่ควรตรวจให้ครบทั้งคู่ก่อนนัดปรึกษา เพื่อให้แพทย์วางแผนได้ครบถ้วน

    ถ้าผลตรวจปกติทุกอย่าง ยังมีบุตรยากได้ไหม?

    ได้ เรียกว่า Unexplained Infertility พบประมาณ 15–30% ของคู่ที่มีบุตรยาก โดยมักพิจารณา IVF เป็นขั้นถัดไป

    ต้องงดอะไรก่อนตรวจฮอร์โมน?

    งดอาหารและน้ำประมาณ 8 ชั่วโมงก่อนตรวจเลือด แต่ถ้าตรวจเฉพาะ AMH สามารถดื่มน้ำได้ตามปกติ

    สรุปขั้นตอนการตรวจและเตรียมตัวก่อนทำ IVF

    1. ตรวจฝ่ายหญิง: วันที่ 2–3 ของรอบเดือน ตรวจฮอร์โมน เลือดพื้นฐาน และอัลตราซาวด์
    2. ตรวจฝ่ายชาย: ตรวจน้ำอสุจิ และตรวจ DNA อสุจิเมื่อมีข้อบ่งชี้
    3. รอผลตรวจ: ประมาณ 3–7 วัน แล้วนัดพบแพทย์
    4. วางแผนรักษา: แพทย์ประเมินผลของทั้งคู่และเลือกแนวทางที่เหมาะสม
    5. เตรียมความพร้อม: รักษาความผิดปกติที่อาจส่งผลต่อการรักษาก่อนกระตุ้นไข่

    ปรึกษาแผนการรักษาที่เหมาะกับคุณโดยเฉพาะ

    การตรวจร่างกายก่อนทำ IVF ไม่ได้มีไว้แค่ “เช็กความพร้อม” แต่คือการรวบรวมข้อมูลสำคัญเพื่อออกแบบแผนการรักษาที่เหมาะกับคุณจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกโปรโตคอลยา จำนวนไข่ที่คาดหวัง หรือการตัดสินใจระหว่าง IVF และ ICSI

    เมื่อเข้าใจผลตรวจอย่างถูกต้อง การวางแผนรักษาจะชัดเจนขึ้น ลดความไม่แน่นอน และเพิ่มโอกาสความสำเร็จได้ตั้งแต่เริ่มต้น

    ทีมแพทย์เวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ Gift Fertility พร้อมช่วยวิเคราะห์ผลตรวจของคุณอย่างละเอียด และวางแนวทางการรักษาที่เหมาะสมที่สุด เพื่อให้ทุกขั้นตอนของการมีบุตรมีทิศทางที่ชัดเจนและมั่นใจมากขึ้น

    Scroll to Top